การเดินทางของเราเริ่มขึ้นหลังจากอิ่มท้องแล้ว โดยมีจุดหมายแรมคืนที่หมู่บ้านพุถ่อง ฝนเริ่มตั้งเค้ามืดครึ้มไปทั่วฟ้าเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องรีบเดินทางให้ถึงที่หมายก่อนที่ฝนจะตกหนักและมืดค่ำไปกว่านี้

ในที่สุดสายฝนก็เทลงมา กลุ่มเรือคายักของพวกเราพายฝ่าสายฝนมาจนถึงหมู่บ้านพุถ่องราว 4 โมงเย็นที่ใกล้จะสิ้นแสงแล้ว พวกเราจอดเรือไว้ริมฝั่งแล้วกระจายกันออกไปเดินหาทำเลที่จะตั้งแคมป์ ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำเลที่ตั้งแคมป์ที่เหมาะสมก็ไม่มี ผมเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจเดินเข้าไปที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงที่คอยดูแลพื้นที่ให้แก่นักธุรกิจผู้หนึ่งในเมืองหลวง เพื่อเจรจาหมายจะขอค้างแรมสักคืน ผมตีฟอร์มเสวนาภาษากะเหรี่ยงที่รู้เพียงไม่กี่คำ "ทีเขวะ ทีเท่อ ออหมี่ ตาบรึ๊อาๆ" ผมแทบไม่อยากแปลให้ฟังเลย ให้ตายเถอะ ความหมายของมันก็มีแค่ว่า "แก้วน้ำ กระบอกน้ำ (ที่ทำมาจากไม้ไผ่) กินข้าว" และคำสุดท้ายก็คือ "ขอบคุณมากๆครับ" มันเกี่ยวกันมั้ยล่ะ จริงๆแล้วผมแค่จะบอกให้เขารู้ว่าผมเองก็รู้จักภาษากะเหรี่ยงเหมือนกันก็เท่านั้น แต่ตอนขอเขาอาศัยค้างแรมนั้นผมเจรจาเป็นภาษาไทย ซึ่งพวกเราก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง แถมยังมีการเลี้ยงส่งพวกเราด้วยอาหารมื้อเช้าเป็นการบอกลาอีกด้วย ตาบรึ๊อาๆ

ยามเช้าอากาศที่ยังดูครึ้มๆอันเป็นผลกระทบมาจาก พายุที่พัดเข้ามาเป็นระลอก พาสายฝนมาเป็นระยะๆ แต่สำหรับการเดินทางในสายน้ำแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ คิดเสียว่ายังไงก็ยังดีกว่าโดนแดดเผาเต็มๆ

พวกเราช่วยกันขนสัมภาระจัดลงเรือตามเดิมเรียบร้อยดีแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง จากบ้านพุถ่อง อาโน ไกด์นำทางบอกเราว่าตอนนี้เวลา 9.30 น. ได้เวลาที่เขื่อนเปิดพอดี กระแสน้ำจะช่วยให้เราพายไปได้เร็ว ประมาณบ่ายสามโมงเราน่าจะถึงที่หมายคือน้ำตกไทรโยคใหญ่ เรายังคงมีเวลาเหลือพอที่จะตั้งแคมป์ ได้สบายๆ ผมคำนวณเวลาดูแล้ว เราจะต้องใช้เวลาพายเฉลี่ยประมาณ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

สภาพภูมิประเทศช่วงนี้จะเป็นที่ราบแควน้อย เปิดโล่งให้เราเห็นภูมิทัศน์ของท้องทุ่งเขียวขจีที่มีเทือกเขาซับซ้อนสูงทะมึนอยู่เบื้องหลัง พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นแปลงเกษตรเพาะปลูกพืชไร่เสียส่วนใหญ่ สภาพลำน้ำค่อนข้างลึก สองฝั่งแม่น้ำเป็นขอบตลิ่งสูง แทบจะหาที่ราบหาดทรายไม่พบ หมู่บ้านกุยแหยและหมู่บ้านนามกุยเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เราผ่าน และมักจะได้ยินเสียงตะโกนโบกมือทักทายอยู่เสมอจนดูกลายเป็นธรรมเนียมสากลเสียแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ยังคงเป็นชาวกะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย