เราเลยจากบ้านนามกุยมาสักระยะหนึ่งก็มาหยุดหลบฝนกันตรงท่าขึ้นเรือที่จะเดินเท้าขึ้นไปชมถ้ำดาวดึงส์ และคิดจะพักกินข้าวกลางวันเสียทีเดียวเลย แต่ทุกคนลงความเห็นว่ายังไม่หิวและอยากจะเดินทางต่อ เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกไกล เราเลือกที่จะไม่จอดเรือพักพายริมฝั่งให้เสียเวลา แต่จะใช้วิธีเกาะเรือกันไว้ แล้วปล่อยลอยไปตามกระแสน้ำ นึกหิวขึ้นมาก็หุงต้มกันเสร็จสรรพอยู่บนเรือ หากปวดฉี่ก็เพียงโดดลงน้ำปลดทุกข์ เท่านี้ก็สบายแล้ว นี่แหละคือรสชาติของชีวิตการแรมทางกับคายักในสายน้ำ

เรายังคงพายเรือท่ามกลางสายฝนที่ตกๆหยุดๆ ทำให้ช่างภาพของเราทำงานยากขึ้น ผมเห็นฝนตกปรอยๆเป็นละออง อย่างนี้ถ้ามีแสงแดดอาจจะมีรุ้งกินน้ำให้เห็น เลยเอ่ยขึ้นเล่นๆว่า "ขอรุ้งตัวอ้วนๆขึ้นมาโชว์หน่อย" ผมพูดยังไม่ทันขาดคำ ซันนี่ ไกด์นำทางของเราอีกคนหนึ่งก็ตะโกนพร้อมชี้นิ้วไปที่รุ้งกินน้ำโดยไม่กลัวเกรงว่านิ้วจะกุดด้วนอย่างที่โบราณเขาว่าไว้ ทุกคนหันไปมองรุ้งตัวอ้วนอย่างชื่นชมที่ทอดตัวขวางข้ามแม่น้ำแควน้อยราวกับสะพานแสงแห่งเทพนิยาย พอสิ้นแสง สายรุ้งก็สลายหายไป

ซันนี่พูดขึ้นว่าเราว่าใกล้จะถึงไทรโยคแล้ว คงเป็นเพราะเริ่มเห็นว่ามีเรือลากแพนักท่องเที่ยวสวนเราขึ้นไปเหนือน้ำ สายน้ำช่วงนี้จะคดไปโค้งมาเยอะมาก ทำให้เกิดกระแสน้ำวนหมุนพาให้เราหลงเข้าไปติดจนต้องออกแรงพายหนักแรงมากขึ้น ทำเอาเหนื่อยกว่าจะหลุดมาได้ หลังจากที่พวกเราพายพ้นโค้งผาหินแท่งใหญ่ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือน้ำตกไทรโยคใหญ่ที่ไหลลงมาสบกับแควน้อย ช่างงดงามไม่ต่างไปจากภาพที่เคยเห็นในโปสการ์ด แม้ว่าผมจะเคยเดินทางแทบทั่วไทย และเคยใช้เส้นทางเมืองกาญจนบุรี-สังขละฯ ผ่านทางเข้าน้ำตกไปมาหลายครั้งก็ตาม ผมไม่เคยแวะเข้าไปเลยสักครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมาและถือว่าเป็นครั้งพิเศษสุดที่ได้พายเรือคายักแรมทางมาไกลกว่า 60 กิโลเมตรจากอำเภอทองผาภูมิ กว่าจะได้มาเห็นความงามของน้ำตกไทรโยคแห่งนี้

พวกเรามาถึงจุดหมายใกล้เคียงกับเวลาที่คำนวณไว้มาก เราหมายตาว่าจะยึดหัวหาดหน้าน้ำตกนี้แหละเพื่อค้างแรมในคืนนี้ เราช่วยกันลากเรือขึ้นเกยบนหาดทราย อาหารมื้อกลางวันที่ไม่มีใครสนใจในตอนแรก บัดนี้ถูกงัดออกมากินรองท้องกันอย่างออกรสชาติจนอิ่มท้อง ต่างคนต่างพักผ่อนกันตามอัธยาศัย