กลยุทธ์ คืออะไร มีกี่ระดับ กี่ประเภท พร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย
สรุปสั้น ๆ
- กลยุทธ์ (Strategy) คือแนวทางที่องค์กรเลือกเพื่อไปถึงเป้าหมายระยะยาวด้วยเงิน คน และเวลาที่มีจำกัด หัวใจคือการเลือกว่าจะแข่งที่ไหน แข่งด้วยอะไร และอะไรที่จะไม่ทำ กลยุทธ์จึงไม่ใช่โปรโมชั่นหรือรายการงานประจำวัน
- กลยุทธ์แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร (Corporate: เติบโต คงที่ ปรับลด) ระดับธุรกิจ (Business: ผู้นำด้านต้นทุน สร้างความแตกต่าง มุ่งเฉพาะกลุ่ม) และระดับหน้าที่ (Functional: การตลาด การเงิน บุคคล การผลิต)
- งานที่วางแผนกลยุทธ์โดยตรง เช่น Strategy Analyst, Strategic Planner, ที่ปรึกษาธุรกิจ และ Business Development ถ้าสนใจสายนี้ ดูประกาศ งานที่ปรึกษา งานวางแผนกลยุทธ์ บน JOBTOPGUN ได้เลย
กลยุทธ์ คือการเลือกเส้นทางที่จะพาองค์กรไปถึงเป้าหมายระยะยาว โดยใช้ทรัพยากรที่มีให้คุ้มที่สุด ทุกบริษัทมีกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเขียนเป็นเอกสารหรือไม่ และทุกแผนกรับกลยุทธ์นั้นมาแปลงเป็นงานของตัวเอง
คำว่ากลยุทธ์ใช้ในการลงทุนและเกมด้วย บทความนี้พูดถึงกลยุทธ์ธุรกิจในที่ทำงาน ตั้งแต่ความหมาย ระดับและประเภทพร้อมตัวอย่าง วิธีคิดจาก SWOT ไปจนถึงงานสายวางแผนกลยุทธ์
กลยุทธ์ คืออะไร
กลยุทธ์ (Strategy) คือแนวทางที่องค์กรเลือกไว้ล่วงหน้าเพื่อไปถึงเป้าหมายระยะยาว โดยตอบให้ได้ว่าจะแข่งในตลาดไหน กับลูกค้ากลุ่มไหน ใช้จุดเด่นอะไรเอาชนะคู่แข่ง จะลงเงินและคนไปที่ใด และอะไรที่จะไม่ทำ กลยุทธ์ที่ดีจึงเป็นการเลือก ไม่ใช่รายการทุกอย่างที่อยากทำ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของกลยุทธ์ว่า “การรบที่มีเล่ห์เหลี่ยม, วิธีการที่ต้องใช้กลอุบายต่าง ๆ, เล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้” โลกธุรกิจยืมคำนี้มาใช้ เพราะการแข่งขันทางการค้าก็ต้องหาทางชนะคู่แข่งด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดเหมือนกัน
Michael E. Porter อธิบายไว้ในบทความ What Is Strategy? ของ Harvard Business Review ว่ากลยุทธ์คือการยอมแลกบางอย่างในการแข่งขัน และแก่นของกลยุทธ์คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร
เหตุผลคือ ถ้าองค์กรทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องยอมเสียอะไร ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเลือก และไม่จำเป็นต้องมีกลยุทธ์
องค์ประกอบของกลยุทธ์ที่ดี
กลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริงมีคำตอบครบ 5 เรื่อง ถ้าขาดเรื่องใดไป ทีมมักตีความไปคนละทาง หรือวัดไม่ได้ว่ากลยุทธ์ได้ผลหรือไม่
- เป้าหมายที่ชัด: อยากไปถึงจุดไหน ภายในเมื่อไร
- ขอบเขต: ลูกค้ากลุ่มไหน ตลาดไหน สินค้าอะไร และอะไรที่อยู่นอกขอบเขต
- ความได้เปรียบ: เหตุผลที่ลูกค้าจะเลือกเราแทนคู่แข่ง
- การจัดสรรทรัพยากร: เงิน คน และเวลาจะลงที่ไหนก่อน
- ตัวชี้วัด: ตัวเลขที่บอกว่ากลยุทธ์กำลังได้ผลหรือไม่
กลยุทธ์ไม่ได้แปลว่าโปรโมชั่น การลดราคาหรือแจกของแถมเป็นแค่เครื่องมือที่คู่แข่งทำตามได้ทันที
Porter ยังแยกให้เห็นว่าการทำงานให้เร็วขึ้นหรือถูกลงกว่าเดิม (Operational Effectiveness) ก็ไม่ใช่กลยุทธ์ เพราะคู่แข่งลอกวิธีการกันได้ไม่ยาก
กลยุทธ์ก็ไม่ใช่แผนตายตัว เมื่อตลาด ลูกค้า หรือคู่แข่งเปลี่ยน องค์กรทบทวนและปรับกลยุทธ์จากผลที่วัดได้ หลายทีมใช้ วงจร PDCA เป็นรอบวางแผน ลงมือ ตรวจผล และปรับ
ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ยุทธวิธี ต่างกันอย่างไร
ยุทธศาสตร์คือทิศทางใหญ่ระยะยาว มักใช้กับแผนระดับประเทศ หน่วยงานรัฐ หรือภาพรวมทั้งองค์กร กลยุทธ์คือทางเลือกว่าจะไปถึงทิศทางนั้นอย่างไร ยุทธวิธี (Tactic) คือวิธีลงมือในแต่ละครั้ง ส่วนแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ระบุว่าใครทำอะไร เมื่อไร และวัดผลด้วยอะไร
ทั้งสามคำมาจากเรื่องการรบ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของยุทธศาสตร์ว่า “วิชาว่าด้วยการพัฒนาและการใช้อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ จิตวิทยา และกำลังรบทางทหารตามความจำเป็นทั้งในยามสงบและยามสงคราม” และยุทธวิธีว่า “วิธีและอุบายของการรบ”
ในที่ทำงาน คำเหล่านี้ถูกใช้เป็นลำดับขั้นจากภาพใหญ่ลงไปถึงงานรายวัน วิสัยทัศน์บอกว่าองค์กรอยากเป็นอะไรในอนาคต พันธกิจบอกว่าองค์กรทำอะไรให้ใคร ส่วนกลยุทธ์คือทางที่เลือกเพื่อไปถึงจุดนั้น
| คำ | ภาษาอังกฤษ | ตอบคำถาม | ระยะเวลาโดยทั่วไป |
|---|---|---|---|
| ยุทธศาสตร์ | Strategy / Grand Strategy | เราจะไปทางไหนในระยะยาว | หลายปี |
| กลยุทธ์ | Strategy | เราจะไปถึงด้วยวิธีไหน และจะไม่ทำอะไร | รายปีถึงหลายปี |
| ยุทธวิธี | Tactic | รอบนี้จะลงมือแบบไหน | รายไตรมาสหรือรายแคมเปญ |
| แผนปฏิบัติการ | Action Plan | ใครทำอะไร เสร็จเมื่อไร วัดผลด้วยอะไร | รายสัปดาห์ถึงรายเดือน |
ภาพด้านล่างไล่จากยุทธศาสตร์ลงไปถึงตัวชี้วัด ด้วยตัวอย่างสมมติของเครือร้านกาแฟในเมือง (ต่อไปเรียกว่าร้าน A)

ในบริษัท กลยุทธ์มักถูกแปลงเป็น OKR และตัวชี้วัดของแต่ละทีม เพื่อให้ทุกคนเห็นว่างานของตัวเองต่อกับเป้าหมายใหญ่ตรงไหน
กลยุทธ์ 3 ระดับ: องค์กร ธุรกิจ และหน้าที่
กลยุทธ์ในองค์กรแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับองค์กรตอบว่าบริษัทจะอยู่ในธุรกิจไหน ระดับธุรกิจตอบว่าแต่ละธุรกิจจะแข่งกับคู่แข่งอย่างไร และระดับหน้าที่ตอบว่าแต่ละแผนก เช่น การตลาด การเงิน หรือฝ่ายบุคคล จะช่วยให้กลยุทธ์ระดับบนสำเร็จได้อย่างไร
| ระดับ | ใครตัดสินใจ | คำถามที่ตอบ | ประเภทที่พบบ่อย | ตัวอย่าง (ร้าน A) | ระยะเวลาโดยทั่วไป |
|---|---|---|---|---|---|
| ระดับองค์กร (Corporate) | ผู้บริหารระดับสูง | จะอยู่ในธุรกิจไหน ขยายหรือถอยจากส่วนใด | เติบโต คงที่ ปรับลด | เพิ่มธุรกิจขายเมล็ดกาแฟคั่วให้ร้านอื่น | หลายปี |
| ระดับธุรกิจ (Business) | ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ | จะแข่งกับคู่แข่งในตลาดนี้อย่างไร | ผู้นำด้านต้นทุน สร้างความแตกต่าง มุ่งเฉพาะกลุ่ม | ร้านสาขาชูความเร็วสำหรับคนทำงาน | รายปีถึงหลายปี |
| ระดับหน้าที่ (Functional) | ผู้จัดการแผนก | แผนกเราจะช่วยกลยุทธ์ข้างบนอย่างไร | การตลาด การเงิน บุคคล การผลิต ไอที | ฝ่ายบุคคลฝึกบาริสต้าให้ทำเครื่องดื่มได้เร็วขึ้น | รายปีหรือรายไตรมาส |
กลยุทธ์ระดับองค์กร (Corporate Strategy)
กลยุทธ์ระดับองค์กรคือการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ว่าจะลงทุนในธุรกิจใดเพิ่ม รักษาธุรกิจใดไว้ และถอยจากธุรกิจใด เช่น ร้าน A ตัดสินใจเพิ่มธุรกิจขายเมล็ดกาแฟคั่วให้ร้านอื่น นอกจากการเปิดร้านกาแฟของตัวเอง
ทิศทางหลักของระดับนี้ คือ เติบโต คงที่ และปรับลด อธิบายพร้อมตัวอย่างในหัวข้อประเภทของกลยุทธ์ด้านล่าง
กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy)
กลยุทธ์ระดับธุรกิจตอบว่าธุรกิจหนึ่ง ๆ จะเอาชนะคู่แข่งในตลาดของตัวเองอย่างไร เช่น จะขายถูกกว่า หรือจะมีจุดเด่นที่ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่ม บริษัทที่มีหลายธุรกิจจึงมีกลยุทธ์ระดับนี้หลายชุด ธุรกิจละหนึ่งชุด
บางบทความเขียนว่ากลยุทธ์ระดับธุรกิจคือการวิเคราะห์ SWOT ซึ่งไม่ตรงนัก SWOT เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์ที่ป้อนข้อมูลให้การเลือกกลยุทธ์ ไม่ใช่ตัวกลยุทธ์เอง
กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy)
กลยุทธ์ระดับหน้าที่คือแผนของแต่ละแผนกที่แปลงกลยุทธ์ข้างบนเป็นงานจริง บางตำราเรียกว่า ระดับปฏิบัติการ เช่น ฝ่ายการตลาดเลือกช่องทางสื่อสาร ฝ่ายการเงินจัดงบ ฝ่ายบุคคลวางแผนรับคนและฝึกอบรม ผู้จัดการแผนกเป็นเจ้าของระดับนี้ ตัวอย่างที่เห็นภาพ เช่น กลยุทธ์การจัดซื้อ ของฝ่ายจัดซื้อ และ KOL Strategy ของฝ่ายการตลาด
อีกตัวอย่างที่เห็นชัด คือฝ่ายบริการลูกค้าที่ออกแบบประสบการณ์ทั้งเส้นทาง อ่านต่อได้ใน 5 กลยุทธ์สร้าง Customer Experience
ประเภทของกลยุทธ์ที่ใช้บ่อย พร้อมตัวอย่าง
ประเภทของกลยุทธ์ที่พบบ่อยมี 4 กลุ่ม ได้แก่ กลยุทธ์ระดับองค์กร (เติบโต คงที่ ปรับลด) กลยุทธ์การแข่งขันของ Porter (ผู้นำด้านต้นทุน สร้างความแตกต่าง มุ่งเฉพาะกลุ่ม) ทางเลือกการเติบโตตาม Ansoff Matrix และแนวคิด Blue Ocean กับ Red Ocean ตำราแต่ละเล่มจัดกลุ่มต่างกันบ้าง แต่แก่นเหมือนกัน
ตัวอย่างทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นตัวอย่างสมมติของร้าน A เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ได้อ้างถึงแบรนด์จริง
กลยุทธ์ระดับองค์กร: เติบโต คงที่ และปรับลด
กลยุทธ์ระดับองค์กรมี 3 ทิศหลัก คือ ขยาย รักษาไว้ หรือหดลง องค์กรเลือกตามสภาพตลาดและความพร้อมของตัวเอง
- กลยุทธ์เติบโต (Growth Strategy): ขยายแนวนอน เช่น เปิดสาขาหรือซื้อกิจการในธุรกิจเดียวกัน หรือขยายแนวตั้ง คือทำธุรกิจต้นน้ำหรือปลายน้ำเอง ตัวอย่าง: ร้าน A ซื้อโรงคั่วกาแฟเพื่อคุมคุณภาพเมล็ด
- กลยุทธ์คงที่ (Stability Strategy): รักษาขนาดและตลาดเดิม เน้นปรับปรุงสิ่งที่มี เหมาะเมื่อตลาดไม่แน่นอน ตัวอย่าง: ร้าน A หยุดเปิดสาขาใหม่ 1 ปีเพื่อจัดระบบหลังบ้าน
- กลยุทธ์ปรับลด (Retrenchment Strategy): ลดขนาด ปิดหรือขายส่วนที่ขาดทุน เพื่อพาองค์กรกลับมาแข็งแรง ตัวอย่าง: ร้าน A ปิดสาขาที่ยอดขายต่ำแล้วย้ายงบไปสาขาใกล้ออฟฟิศ
บางตำราเพิ่มประเภทที่ 4 คือกลยุทธ์ผสม (Combination Strategy) ซึ่งขยายธุรกิจหนึ่งขณะปรับลดอีกธุรกิจหนึ่งในเวลาเดียวกัน
กลยุทธ์การแข่งขันของ Porter
Porter เสนอกลยุทธ์การแข่งขันพื้นฐาน (Generic Strategies) 3 แบบ คือ ผู้นำด้านต้นทุน การสร้างความแตกต่าง และการมุ่งเฉพาะกลุ่ม ซึ่งแบ่งย่อยเป็นแบบเน้นต้นทุนและแบบเน้นความแตกต่าง
ธุรกิจต้องเลือกให้ชัดว่าจะชนะด้วยทางไหน และกับลูกค้ากลุ่มไหน
| ประเภท | แข่งด้วยอะไร | เหมาะกับ | ความเสี่ยง | ตัวอย่างสมมติ |
|---|---|---|---|---|
| ผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) | ต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งทั้งตลาด จึงขายถูกได้และยังมีกำไร | ธุรกิจใหญ่ที่ซื้อของได้ปริมาณมาก | คู่แข่งต้นทุนต่ำกว่าเข้ามา | ร้านกาแฟซื้อกลับบ้าน เมนูน้อย ใช้เครื่องชงอัตโนมัติ |
| สร้างความแตกต่าง (Differentiation) | จุดเด่นที่ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่ม เช่น คุณภาพ บริการ หรือความเร็ว | ธุรกิจที่เข้าใจปัญหาของลูกค้าลึก | จุดเด่นถูกลอก หรือแพงเกินความคุ้มค่า | ร้าน A ที่สั่งล่วงหน้าในแอปแล้วรับได้ทันที |
| มุ่งเฉพาะกลุ่ม แบบเน้นต้นทุน (Cost Focus) | ราคาถูกสำหรับลูกค้ากลุ่มเล็กกลุ่มเดียว | ธุรกิจเล็กที่รู้จักลูกค้ากลุ่มนั้นดี | รายใหญ่ลงมาแข่ง | ร้านกาแฟราคาประหยัดในโรงอาหารมหาวิทยาลัย |
| มุ่งเฉพาะกลุ่ม แบบเน้นความแตกต่าง (Differentiation Focus) | สินค้าพิเศษสำหรับกลุ่มเฉพาะ | ธุรกิจที่มีความรู้เฉพาะทาง | กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนความชอบ | ร้านกาแฟดริปสำหรับคนชอบเมล็ดคุณภาพสูง |
การสร้างความแตกต่างเริ่มจากรู้ว่าลูกค้าติดขัดเรื่องอะไร ดูวิธีหา Pain Point ของลูกค้า
Porter เตือนเรื่องการ “ติดอยู่ตรงกลาง” (Stuck in the Middle) ธุรกิจที่อยากถูกที่สุดและดีที่สุดพร้อมกันโดยไม่เลือกให้ชัด มักไม่ชนะทั้งสองทาง
ส่วน Customer Centric ที่บางบทความใส่ในรายการนี้ ไม่ใช่หนึ่งในกลยุทธ์พื้นฐานของ Porter
Ansoff Matrix: 4 ทางเลือกการเติบโต
Ansoff Matrix ของ H. Igor Ansoff จับคู่สินค้า (เดิมหรือใหม่) กับตลาด (เดิมหรือใหม่) ได้ 4 ทางเลือกการเติบโต คือ เจาะตลาดเดิม (Market Penetration) พัฒนาตลาดใหม่ (Market Development) พัฒนาสินค้าใหม่ (Product Development) และกระจายธุรกิจ (Diversification) ยิ่งห่างจากสินค้าและตลาดเดิม ความเสี่ยงยิ่งสูง

ตัวอย่างของร้าน A: ออกบัตรสะสมแต้มให้ลูกค้าเดิมมาบ่อยขึ้น (เจาะตลาดเดิม) เปิดสาขาในหัวเมืองต่างจังหวัด (ตลาดใหม่) เพิ่มแซนด์วิชอาหารเช้า (สินค้าใหม่) และเปิดโรงเรียนสอนบาริสต้า (กระจายธุรกิจ)
Blue Ocean กับ Red Ocean
Red Ocean และ Blue Ocean เป็นแนวคิดของ W. Chan Kim และ Renée Mauborgne โดย Red Ocean คือตลาดที่มีคู่แข่งมากและแข่งกันด้วยราคาจนกำไรบาง
Blue Ocean คือการสร้างคุณค่าแบบใหม่หรือตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครแข่งตรง ๆ โดยตัดสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้ให้ค่าออก แล้วเพิ่มสิ่งที่ยังไม่มีใครให้ ทำให้ไม่ต้องลงไปแข่งราคา
ตัวอย่างสมมติ: แทนที่จะลดราคาสู้ร้านรอบข้าง ร้าน A เปิดบริการส่งกาแฟแบบเหมาเดือนให้ห้องประชุมของบริษัทในอาคาร ลูกค้าคือฝ่ายจัดซื้อ ไม่ใช่คนเดินเข้าร้าน
Blue Ocean ไม่ได้ดีกว่าเสมอ ตลาดใหม่ต้องใช้เวลาและเงินให้ลูกค้าเรียนรู้ และเมื่อสำเร็จก็มีคู่แข่งตามมา
สำหรับ SME ที่ติดสงครามราคา การเลือกกลุ่มลูกค้าให้แคบลงตามแนว Focus ของ Porter อาจเป็นก้าวแรกที่ทำได้จริงกว่า
จาก SWOT สู่กลยุทธ์: เขียน TOWS Matrix ใน 4 ขั้น
SWOT บอกสถานการณ์ แต่ยังไม่บอกว่าจะทำอะไร TOWS Matrix นำ 4 ช่องของ SWOT มาจับคู่กันเป็นทางเลือก ได้แก่ SO ใช้จุดแข็งคว้าโอกาส ST ใช้จุดแข็งรับมืออุปสรรค WO ใช้โอกาสแก้จุดอ่อน และ WT ลดจุดอ่อนพร้อมหลบอุปสรรค จากนั้นค่อยเลือกทางที่ทำได้จริง
- รวบรวมข้อมูลภายนอก: ใช้ PESTEL ไล่ดูปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และกฎหมาย และใช้ Porter’s Five Forces ดูแรงกดดันจากคู่แข่ง ลูกค้า ซัพพลายเออร์ สินค้าทดแทน และผู้เล่นรายใหม่
- ทำ SWOT: เขียนจุดแข็งและจุดอ่อนจากภายในองค์กร และโอกาสกับอุปสรรคจากข้อมูลภายนอกในขั้นที่ 1 แต่ละข้อให้เจาะจงพอที่จะตรวจสอบได้
- จับคู่เป็น TOWS แล้วเลือก: เขียนทางเลือกในทั้ง 4 ช่อง แล้วเลือก 1–2 ทางที่ทำได้จริงด้วยงบและคนที่มี
- แปลงเป็นแผนปฏิบัติการ: กำหนดผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และ KPI ตัวชี้วัดความสำเร็จ ของแต่ละทางที่เลือก
ตัวอย่าง TOWS ของร้าน A (สมมติ): ช่องซ้ายคือปัจจัยภายใน แถวบนคือปัจจัยภายนอก ช่องที่เหลือคือทางเลือกที่ได้จากการจับคู่
| ร้าน A (ตัวอย่างสมมติ) | โอกาส (O): อาคารสำนักงานใหม่เปิดใกล้สาขา | อุปสรรค (T): คู่แข่งขายกาแฟราคาถูกกว่าในละแวกเดียวกัน |
|---|---|---|
| จุดแข็ง (S): ทำเครื่องดื่มเร็ว มีแอปสั่งล่วงหน้า | SO: ทำแพ็กเกจสั่งล่วงหน้าให้พนักงานในอาคารใหม่ | ST: ไม่ลดราคาสู้ แต่ชูความเร็วและการไม่ต้องรอคิว |
| จุดอ่อน (W): ที่นั่งน้อย สาขาน้อย | WO: เปิดจุดรับของ (Kiosk) ในอาคารใหม่แทนร้านเต็มรูปแบบ | WT: ตัดเมนูที่ขายช้าเพื่อลดต้นทุนและเวลารอ |
ตารางที่เติมครบทุกช่องไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง ส่วนที่มีค่าคือการคุยจนทีมเห็นตรงกันว่าจะเลือกทางไหน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ทำ SWOT แล้วหยุด ไม่จับคู่ต่อจนได้ทางเลือกที่ลงมือได้
- แผนไม่มีตัวชี้วัด จึงไม่รู้ว่ากลยุทธ์ได้ผลหรือควรปรับ
- อยากทำทุกทางพร้อมกัน ซึ่งขัดกับหลักของ Porter ที่ว่ากลยุทธ์คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร
กลยุทธ์กับงานของคุณ: มองให้เป็นแม้ไม่ใช่ผู้บริหาร
แม้คุณไม่ได้เป็นคนเขียนกลยุทธ์ คุณก็เจอกลยุทธ์ทุกวันผ่านเป้าหมายของทีม OKR KPI และเหตุผลเบื้องหลังงานที่ได้รับมอบหมาย การรู้ว่างานของคุณตอบกลยุทธ์ข้อไหน ช่วยให้จัดลำดับงานได้ถูก และเล่าผลงานในการสัมภาษณ์งานได้ชัดขึ้น
- ถามหัวหน้าว่างานชิ้นนี้ตอบเป้าหมายข้อไหนของทีมหรือของบริษัท
- เมื่องานล้นมือ เลือกทำงานที่ส่งผลต่อตัวชี้วัดของทีมก่อนงานที่แค่เร่งด่วน
- เวลาสัมภาษณ์ เล่าผลงานเป็นลำดับ “ปัญหา → ทางเลือกที่พิจารณา → สิ่งที่เลือก → ผลลัพธ์” ซึ่งแสดงการคิดเชิงกลยุทธ์ได้ชัดกว่าการบอกว่าตัวเองคิดเชิงกลยุทธ์
หลักเดียวกันใช้กับอาชีพของคุณเองได้ คือ ตั้งเป้าหมายระยะยาว เลือกทางที่จะไป และตัดสิ่งที่ไม่ช่วยออก ดูวิธี ตั้งเป้าหมายในการทำงาน พร้อมตัวอย่างตามช่วงอายุ
ถ้าอยากรู้ว่าจุดแข็งของคุณเข้ากับงานสายกลยุทธ์แค่ไหน ลองทำ Strengths Assessment ใน Super Resume คุณเลือกจุดแข็งที่เป็นตัวคุณ เรียง 5 อันดับแรก แล้วระบบสรุปด้วย AI ให้บนเรซูเม่ การทำแบบประเมินต้องเข้าสู่ระบบหรือสร้าง Super Resume ก่อน
จุดแข็งในแบบประเมินที่ใกล้กับงานนี้ เช่น “เป็นนักคิดในเชิงกลยุทธ์” “มีวิสัยทัศน์” “เก่งในการวางแผน” และ “เก่งในการนำแผนมาปฏิบัติ”
งานสายวางแผนกลยุทธ์และขอบเขตงานของแต่ละตำแหน่ง
งานที่วางหรือขับเคลื่อนกลยุทธ์โดยตรง เช่น Strategy Analyst, Strategic Planner, ที่ปรึกษาธุรกิจ และ Business Development งานช่วงแรกมักเป็นการหาข้อมูลและวิเคราะห์ แล้วจึงขยับไปสู่การให้คำแนะนำและตัดสินใจ ส่วนผู้จัดการแผนกเป็นคนแปลงกลยุทธ์เป็นแผนของทีมและรับผิดชอบผลลัพธ์
ดูประกาศรวมของสายนี้ได้ที่ หางานที่ปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์ บน JOBTOPGUN หรือเลือกตามตำแหน่งในตารางด้านล่าง
| ตำแหน่ง | ทำอะไร | ทักษะที่ใช้ | หางานที่ |
|---|---|---|---|
| Strategy Analyst / Corporate Strategy | วิเคราะห์ตลาด คู่แข่ง และตัวเลขของบริษัท เตรียมทางเลือกให้ผู้บริหาร และติดตามผลแผนกลยุทธ์ | วิเคราะห์ข้อมูล Excel การนำเสนอ การคิดเป็นระบบ | งานวางแผนกลยุทธ์ |
| นักวิเคราะห์ (Analyst) | แปลงข้อมูลธุรกิจเป็นข้อสรุปที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจ | วิเคราะห์ตัวเลข เครื่องมือข้อมูล การเขียนสรุป | งานนักวิเคราะห์ |
| ที่ปรึกษาธุรกิจ (Management Consultant) | ช่วยลูกค้าหลายองค์กรแก้ปัญหาและวางกลยุทธ์เป็นโครงการ | การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานภายใต้เวลาจำกัด | งานที่ปรึกษาทางธุรกิจ |
| Business Development | หาโอกาสเติบโตใหม่ เช่น พาร์ตเนอร์ ตลาด หรือช่องทางขาย แล้วผลักดันจนเกิดดีล | การเจรจา การสร้างความสัมพันธ์ ความเข้าใจตลาด | งานพัฒนาธุรกิจ |
| ผู้จัดการแผนก / ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ | แปลงกลยุทธ์เป็นแผนของทีม และรับผิดชอบผลลัพธ์ | การบริหารคน การวางแผน การตัดสินใจ | งานระดับบริหารทั่วไป / ผู้จัดการแผนก |
ชื่อตำแหน่งที่คล้ายกันอาจมีขอบเขตต่างกัน ฝ่ายกลยุทธ์ (Strategy) ดูภาพรวมว่าบริษัทควรไปทางไหน ส่วน Business Development ลงมือหาโอกาสและปิดดีลตามทางนั้น
Strategic Planner ในเอเจนซีโฆษณาต่างออกไปอีก ตำแหน่งนี้วางกลยุทธ์การสื่อสารให้แบรนด์ของลูกค้า
ก่อนสมัคร อ่านหน้าที่ในประกาศให้ละเอียดแทนการดูแค่ชื่อตำแหน่ง และเตรียม Business Skills พื้นฐานที่ทุกตำแหน่งในสายนี้ใช้
Career Tip จาก JOBTOPGUN
ก่อนสัมภาษณ์งานตำแหน่งใดก็ตาม อ่านทิศทางที่บริษัทเผยแพร่เอง เช่น เว็บไซต์ รายงานประจำปี หรือข่าวของบริษัท แล้วเลือกกลยุทธ์หนึ่งข้อที่ตำแหน่งของคุณเกี่ยวข้อง
เตรียมประโยคเดียวว่าคุณจะช่วยข้อนั้นอย่างไร พร้อมผลงานเดิมหนึ่งเรื่องในรูป “ปัญหา → ทางเลือก → ผล” คำตอบแบบนี้มักบอกผู้สัมภาษณ์ได้มากกว่าการท่องคำจำกัดความมาตอบ
คำถามที่พบบ่อย
กลยุทธ์ ภาษาอังกฤษคืออะไร
กลยุทธ์ตรงกับคำว่า Strategy ส่วนยุทธวิธีคือ Tactic สำหรับยุทธศาสตร์ ภาษาอังกฤษมักใช้ Strategy เช่นกัน บางตำราใช้ Grand Strategy เพื่อแยกว่าเป็นทิศทางใหญ่ระดับบนสุด
กลยุทธ์มีกี่ระดับ
กลยุทธ์มี 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร (Corporate) ระดับธุรกิจ (Business) และระดับหน้าที่ (Functional) บางแหล่งเรียกระดับที่ 3 ว่าระดับปฏิบัติการ
กลยุทธ์มีกี่ประเภท
ประเภทของกลยุทธ์ที่พบบ่อยแบ่งได้ 4 กลุ่ม คือ กลยุทธ์ระดับองค์กร (เติบโต คงที่ ปรับลด) กลยุทธ์การแข่งขันของ Porter ทางเลือกการเติบโตตาม Ansoff Matrix และแนวคิด Blue Ocean กับ Red Ocean ตำราแต่ละเล่มจัดกลุ่มต่างกันบ้าง
SWOT กับ TOWS ต่างกันอย่างไร
SWOT ใช้วิเคราะห์สถานการณ์ว่าองค์กรมีจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคอะไร ส่วน TOWS นำผล SWOT มาจับคู่กันเพื่อสร้างทางเลือกกลยุทธ์ 4 แบบ คือ SO ST WO และ WT
การคิดเชิงกลยุทธ์กับการวางแผนกลยุทธ์ต่างกันอย่างไร
การคิดเชิงกลยุทธ์คือการมองภาพใหญ่ เห็นทางเลือก และตัดสินใจว่าจะไปทางไหน ส่วนการวางแผนกลยุทธ์คือการเขียนทางที่เลือกให้เป็นงาน ผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และตัวชี้วัด
สนใจงานสายกลยุทธ์? ดูประกาศ งานที่ปรึกษาและวางแผนกลยุทธ์ บน JOBTOPGUN เลือกตำแหน่งที่ตรงกับทักษะของคุณ แล้วเปิดอ่านหน้าที่และคุณสมบัติของแต่ละบริษัทก่อนสมัคร
แหล่งอ้างอิง
- Michael E. Porter, “What Is Strategy?”, Harvard Business Review (November–December 1996): hbr.org/1996/11/what-is-strategy
- พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา): คำว่า กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี







