ทัศนคติ คืออะไร ตัวอย่างทัศนคติที่ดีในการทำงาน และวิธีปรับ

ทัศนคติ คืออะไร ตัวอย่างทัศนคติที่ดีในการทำงาน และวิธีปรับ

สรุปสั้น ๆ

  • ทัศนคติ (Attitude) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “แนวความคิดเห็น” ในที่ทำงาน คนอื่นเห็นทัศนคติของคุณจากคำพูดและการกระทำ เช่น รับงานใหม่อย่างไร ทำอะไรเมื่อพลาด และพูดถึงเพื่อนร่วมงานแบบไหน
  • ทัศนคติที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องคิดบวกตลอดหรือห้ามบ่น แต่คือรับผิดชอบงานของตัวเอง และเมื่อเจอปัญหาก็ยกขึ้นมาพร้อมข้อเท็จจริงและทางแก้ ผ่านช่องทางที่เหมาะสม
  • นายจ้างมักดูทัศนคติจากคำถามเรื่องประสบการณ์จริง เช่น ทำไมลาออก หรือเคยพลาดแล้วทำอย่างไร คุณเตรียมคำถามที่อาจเจอจากโปรไฟล์ของตัวเองได้ฟรีด้วย AI Super Resume Analysis (เข้าสู่ระบบหรือสร้าง Super Resume ก่อน)

ทัศนคติคือแนวความคิดเห็นที่คุณมีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ในการทำงาน มันออกมาเป็นคำพูดและการกระทำที่คนอื่นเห็นได้ เช่น ทำอะไรเป็นอย่างแรกเมื่อรู้ว่างานพลาด

คำว่า “ทัศนคติดี” อยู่ในประกาศรับสมัครงาน แต่น้อยครั้งที่จะมีคนอธิบายว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไรในชีวิตการทำงานจริง และต่างจากการรู้จักขีดเส้นให้ตัวเองตรงไหน

ทัศนคติ คืออะไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของ “ทัศนคติ” ว่า “แนวความคิดเห็น” ส่วนในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Attitude ในการทำงาน ทัศนคติคือวิธีที่คุณมองงาน ปัญหา และคนรอบตัว ซึ่งแสดงออกผ่านสิ่งที่คุณพูดและทำทุกวัน คนรอบตัวจึงรู้จักทัศนคติของคุณจากสิ่งที่คุณทำ มากกว่าสิ่งที่คุณคิด

ทัศนคติ เจตคติ Mindset และนิสัย ต่างกันอย่างไร

ตารางนี้แยก 4 คำที่มักใช้ปนกัน (2 คำแรกใช้ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

คำ ความหมายสั้น ๆ ตัวอย่างในที่ทำงาน
ทัศนคติ “แนวความคิดเห็น” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) มองว่างานใหม่เป็นโอกาสได้เรียนรู้ หรือเป็นภาระที่ถูกโยนมา
เจตคติ “ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุคำอังกฤษว่า attitude) รู้สึกกระตือรือร้น หรือรู้สึกต่อต้าน เมื่อบริษัทเปลี่ยนระบบทำงาน
Mindset ชุดความเชื่อพื้นฐานที่มักใช้อธิบายว่าทำไมเรามีทัศนคติแบบนั้น เชื่อว่าความสามารถฝึกได้ จึงมองคำติชมเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำตัดสิน (อ่านเพิ่มเรื่อง Growth Mindset)
นิสัย สิ่งที่ทำซ้ำจนเป็นอัตโนมัติ ตอบอีเมลงานภายในวันเดียวกันเสมอ หรือส่งงานช้ากว่ากำหนดเป็นประจำ

ทัศนคติเชิงบวกและเชิงลบในการทำงาน

ทัศนคติเชิงบวกในการทำงานคือการมองปัญหาว่าเป็นเรื่องที่แก้ได้ และรับผิดชอบส่วนของตัวเอง ส่วนทัศนคติเชิงลบคือการมองหาคนผิดก่อน แล้วทำงานเท่าที่ไม่โดนว่า ทั้ง 2 แบบเห็นได้จากนิสัยเล็ก ๆ ในแต่ละวัน มากกว่าจากเหตุการณ์ใหญ่ครั้งเดียว

ด้าน ทัศนคติเชิงบวก ทัศนคติเชิงลบ
การมองปัญหา ถามว่าแก้อย่างไร และต้องใช้อะไรบ้าง ถามว่าใครทำ แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น
ความผิดพลาด บอกเร็ว แก้ส่วนของตัวเอง แล้วกันไม่ให้เกิดซ้ำ ปิดไว้ หรือหาเหตุผลว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง
คำติชม ฟังจนจบ ถามรายละเอียด แล้วนำไปปรับ เถียงทันที หรือรับปากแต่ไม่เปลี่ยนอะไร
การเปลี่ยนแปลง ขอเวลาทำความเข้าใจ แล้วลองทำ ต่อต้านเพราะ “ที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้”
เพื่อนร่วมงาน คุยตรงกับคนที่เกี่ยวข้อง บ่นลับหลัง หรือแบ่งพวก
ความรับผิดชอบ ทำจนงานเสร็จ หรือแจ้งก่อนถ้าไม่ทัน ทำเท่าที่ถูกสั่ง ส่วนที่เหลือรอให้คนอื่นเห็น

ทัศนคติดีไม่ได้แปลว่าต้องคิดบวกทุกเรื่อง การรับปากว่า “ทำได้หมด” ทั้งที่รู้ว่าไม่ทัน มักซ่อนปัญหาไว้จนสายเกินแก้ หัวหน้าอยากเห็นการมองตามจริงแล้วเสนอทางออกมากกว่า

พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำ เช่น ตอบกลับช้า หรือพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำของคุณในทีม อ่านเพิ่มเรื่อง Butterfly Effect ในองค์กร: เรื่องเล็กที่ส่งผลใหญ่

ตัวอย่างทัศนคติที่ดีและไม่ดีในที่ทำงาน

สถานการณ์เดียวกันรับมือได้ 2 แบบ ความต่างระหว่างทัศนคติดีกับไม่ดีมักอยู่ที่ประโยคแรกที่คุณพูดออกไปและสิ่งที่คุณทำต่อจากนั้น ไม่ใช่ที่ความรู้สึกข้างใน เพราะความรู้สึกไม่พอใจหรือกังวลเกิดขึ้นได้กับทุกคน ตารางด้านล่างเทียบ 8 สถานการณ์ที่เจอบ่อยในการทำงาน

สถานการณ์ ทัศนคติไม่ดี ทัศนคติดี
ได้รับมอบหมายงานใหม่ที่ไม่ถนัด “นี่ไม่ใช่งานผมนะครับ” แล้วทำแบบขอไปที “ยังไม่เคยทำค่ะ ขอดูตัวอย่างงานเก่าก่อนได้ไหมคะ” แล้วถามคนที่เคยทำ
ทำงานพลาด เงียบไว้ หวังว่าไม่มีใครเห็น หรือโทษข้อมูลที่ได้รับมา “ตัวเลขในรายงานผิดเพราะผมเช็กไม่ครบครับ แก้แล้ว และเพิ่มขั้นตอนตรวจซ้ำแล้ว”
หัวหน้าให้ฟีดแบ็กแรง ๆ เถียงกลับทันที หรือเก็บไปบ่นกับเพื่อน ฟังให้จบ แล้วถามว่า “ถ้าทำใหม่ อยากให้ปรับตรงไหนก่อนคะ”
งานล้นมือ รับทุกงานแล้วส่งไม่ทัน หรือปฏิเสธโดยไม่บอกเหตุผล “ตอนนี้มีงาน A กับ B ค้างอยู่ ถ้ารับงานนี้ อยากให้เลื่อนงานไหนครับ”
ขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน พูดถึงกันลับหลัง หรือฟ้องหัวหน้าโดยไม่คุยกันก่อน ขอคุยกันตรง ๆ เรื่องงานที่ติดขัด แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว
ไม่เห็นด้วยกับวิธีทำงานใหม่ ไม่ทำตาม หรือทำแบบเดิมเงียบ ๆ ลองทำตามก่อน แล้วเสนอข้อปรับพร้อมเหตุผลในที่ประชุม
เพื่อนร่วมทีมขอให้ช่วย “ไม่ว่าง” ทุกครั้ง แม้งานตัวเองเสร็จแล้ว ช่วยเมื่อทำได้ หรือบอกเวลาที่ช่วยได้จริง
ช่วงทดลองงาน ถูกสอนวิธีที่ต่างจากที่เคยทำ “ที่เก่าเขาไม่ทำแบบนี้” แล้วใช้วิธีเดิมต่อ ทำตามวิธีของทีมก่อน จดสิ่งที่อาจปรับได้ไว้เสนอเมื่อเข้าใจงานแล้ว

คำติชมแรง ๆ มักทำให้รู้สึกว่าถูกตัดสินทั้งตัว ลองแยกว่าคำติชมพูดถึงงานชิ้นไหน แล้วถามต่อว่าควรปรับอะไร อ่านเพิ่มเรื่อง วิธีรับฟีดแบ็กในที่ทำงาน

การคุยกับเพื่อนร่วมงานตรง ๆ ก่อนพาเรื่องไปถึงหัวหน้า มักทำให้คุณดูเป็นคนแก้ปัญหา ดูขั้นตอนได้ที่ การจัดการความขัดแย้งในที่ทำงาน

ทัศนคติที่ดีในการทำงานที่หัวหน้าและ HR มองหา

เวลาหัวหน้าหรือ HR พูดถึงทัศนคติที่ดีในการทำงาน สิ่งที่เขาหมายถึงคือพฤติกรรมที่เห็นได้ เช่น รับผิดชอบจนงานเสร็จ เรียนรู้เร็ว ทำงานกับทีมได้ ปรับตัวได้ รับฟัง และทำงานเชิงรุก ซึ่งเห็นได้จากสิ่งที่ทำทุกวัน

  • มีความรับผิดชอบสูง: ทำงานจนเสร็จ ไม่ปล่อยให้คนอื่นต้องตามถาม
  • ใฝ่หาความรู้ใหม่ๆ: ลองศึกษาเครื่องมือใหม่เองก่อนรอคนสอน
  • ให้ความร่วมมือในการทำงาน: ส่งข้อมูลที่ทีมอื่นต้องใช้ตรงเวลา
  • มีความยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง: แผนเปลี่ยนกะทันหันก็จัดลำดับงานใหม่ได้
  • รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น: ถามเพื่อเข้าใจก่อนแย้ง
  • ทำงานเชิงรุก: เห็นจุดที่ควรแก้แล้วเสนอก่อนมีคนสั่ง
  • มองโลกในแง่ดี: มองหาทางไปต่อ โดยไม่มองข้ามความเสี่ยง
  • ซื่อสัตย์สุจริต: รายงานความคืบหน้าตามจริง แม้เป็นข่าวไม่ดี

ทั้ง 8 ข้อนี้เป็นจุดแข็งใน แบบประเมินจุดแข็ง Strengths Assessment ของ Super Resume ซึ่งใช้ฟรี คุณเลือกและเรียง 5 อันดับแรกของตัวเอง แล้ว AI จะสรุปไว้บนเรซูเม่ให้ HR เห็น

หน้าแนะนำเปิดดูได้เลย ส่วนการทำแบบประเมินต้องเข้าสู่ระบบก่อน

อ่านต่อ: HR ชอบคนแบบไหน และ Soft Skills ที่บริษัทมองหา

ทัศนคติไม่ดี หรือแค่ขีดเส้นที่เหมาะสม

ปัญหาทัศนคติจริง ๆ อยู่ที่วิธีตอบสนอง เช่น โทษคนอื่น หรือรับปากแล้วไม่ทำ ส่วนการกลับบ้านตรงเวลา การบอกว่างานล้นพร้อมข้อเท็จจริง หรือการไม่เห็นด้วยผ่านช่องทางที่เหมาะสม ไม่ใช่ทัศนคติไม่ดีโดยตัวมันเอง วิธีพูดคือสิ่งที่ตัดสินว่าคนอื่นจะมองแบบไหน

มักถูกมองว่าเป็นปัญหาทัศนคติ ไม่ใช่ปัญหาทัศนคติโดยตัวมันเอง (แต่ควรสื่อสารให้ชัด)
เงียบในที่ประชุม แล้วไปบ่นเรื่องงานล้นลับหลัง ขอคุยกับหัวหน้าเรื่องภาระงาน พร้อมรายการงานที่ถืออยู่และกำหนดส่งของแต่ละงาน
รับปากรับงานเพิ่ม แล้วทำไม่ได้ตามที่บอก ปฏิเสธงานเพิ่ม พร้อมบอกเหตุผลและเสนอทางเลือก เช่น เลื่อนกำหนดส่งหรือแบ่งงานบางส่วน
ตอบหัวหน้าด้วยอารมณ์ต่อหน้าคนอื่น ขอคุยเรื่องที่ไม่เห็นด้วยแบบส่วนตัว โดยใช้ข้อเท็จจริงและตัวอย่าง
ไม่ตอบงานเร่งที่ทีมตกลงกันไว้แล้วว่าต้องดูแล ไม่ตอบ LINE เรื่องไม่ด่วนนอกเวลา เมื่อทีมไม่ได้ตกลงกันไว้ก่อน และตกลงความคาดหวังกับทีมให้ชัด

ถ้าจะขีดเส้นเรื่องใด ให้พูดก่อนปัญหาเกิด ในรูปของสิ่งที่ทำได้ เช่น “ช่วงเย็นผมอาจตอบช้า ถ้าด่วนโทรมาได้เลยครับ” ประโยคแบบนี้มักดูรับผิดชอบกว่าการหายเงียบไปเฉย ๆ

คำตำหนิอย่าง “มาสาย” หรือ “มั่นใจเกินไป” เป็นพฤติกรรมที่คนทุกวัยมีได้ ไม่ใช่ลักษณะของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง อ่านเพิ่มเรื่อง สไตล์การทำงานของแต่ละเจเนอเรชัน

ถ้าคนที่ทัศนคติเป็นปัญหาคือเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ตัวคุณ ลองดูวิธี รับมือ Toxic People ในที่ทำงาน

ถูกบอกว่าทัศนคติไม่ดี ควรทำอย่างไร

ให้มองคำว่า “ทัศนคติไม่ดี” เป็นฟีดแบ็กเรื่องพฤติกรรม ไม่ใช่คำตัดสินตัวคุณ ขอตัวอย่างเหตุการณ์จริง 1–2 เรื่อง แยกสิ่งที่เกิดขึ้นออกจากป้ายที่ถูกแปะ ตกลงสิ่งที่จะเปลี่ยน 1–2 ข้อที่คนอื่นเห็นได้ แล้วนัดคุยติดตามผลเมื่อครบเวลาที่ตกลงกัน

4 ขั้นตอนเมื่อถูกบอกว่าทัศนคติไม่ดี ขอตัวอย่างเหตุการณ์จริง แยกพฤติกรรมออกจากป้าย ตกลงสิ่งที่จะเปลี่ยน 1–2 ข้อ และนัดคุยติดตามผล

  1. ขอตัวอย่างเหตุการณ์จริง: ถามอย่างใจเย็นว่า “ช่วยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้มองแบบนั้นได้ไหมครับ” ถ้าไม่มีตัวอย่าง คุณก็ยังไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยนอะไร
  2. แยกพฤติกรรมออกจากป้าย: เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไว้ เช่น “ตอบอีเมลลูกค้าห้วน 2 ครั้งในสัปดาห์นี้” แทนคำว่า “ทัศนคติไม่ดี”
  3. ตกลงสิ่งที่จะเปลี่ยน 1–2 ข้อ: เลือกสิ่งที่วัดได้ เช่น แจ้งความคืบหน้างานทุกวันศุกร์ หรือแจ้งก่อนกำหนดส่งถ้างานไม่ทัน
  4. นัดคุยติดตามผล: ตกลงเวลาไว้เลย เช่น อีก 1 เดือน เพื่อให้หัวหน้าเห็นการเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์จริง ไม่ใช่จากความรู้สึก

ช่วงทดลองงาน ทัศนคติยิ่งสำคัญ

ช่วงทดลองงาน พฤติกรรมที่มักถูกมองว่าทัศนคติไม่ดี คือ ไม่ยอมเรียนรู้วิธีของทีม แก้ตัวแทนการรับผิด และรับปากแล้วไม่ทำ ดูเพิ่มได้ที่ พฤติกรรมที่ทำให้ไม่ผ่านโปร

บางครั้งสิ่งที่ถูกเรียกว่าทัศนคติไม่ดีคือความเหนื่อยล้า ถ้าคุณเบื่องานและอยากลาออกทุกวันนานหลายสัปดาห์ ลองอ่าน อยากลาออกหรือแค่ Burn out

HR ดูทัศนคติจากการสัมภาษณ์งานอย่างไร

ผู้สัมภาษณ์ไม่ค่อยถามตรง ๆ ว่า “ทัศนคติของคุณเป็นอย่างไร” แต่มักถามถึงเหตุการณ์จริงที่ผ่านมา แล้วฟังว่าคุณรับผิดชอบส่วนของตัวเองไหม และพูดถึงคนอื่นอย่างไร คำตอบข้อเดียวมักไม่ได้ตัดสินทั้งหมด ช่วงทดลองงานคือช่วงที่บริษัทได้เห็นทัศนคติของคุณจริง

คำถาม HR ฟังอะไร คำตอบที่ทำให้ดูทัศนคติไม่ดี แนวคำตอบที่ดีกว่า
ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า คุณพูดถึงที่ทำงานเก่าอย่างไร และกำลังมองหาอะไร ตำหนิหัวหน้าหรือบริษัทเก่ายาวเหยียด บอกสั้น ๆ ว่าอยากได้อะไรที่งานเดิมให้ไม่ได้ แล้วโยงกับงานที่สมัคร
เคยตัดสินใจพลาดไหม แล้วทำอย่างไร การยอมรับความผิดพลาดและสิ่งที่ได้เรียนรู้ “ไม่เคยพลาดเลยครับ” หรือเล่าว่าเป็นความผิดของคนอื่น เล่าเรื่องจริง 1 เรื่อง สิ่งที่แก้ และสิ่งที่ทำต่างไปหลังจากนั้น
เล่าเรื่องที่ได้รับฟีดแบ็กแรง ๆ คุณรับคำติชมแล้วเปลี่ยนอะไรได้จริงไหม บอกว่าฟีดแบ็กนั้นไม่ยุติธรรม แล้วจบแค่นั้น เล่าว่าฟีดแบ็กคืออะไร คุณปรับอะไร และผลเป็นอย่างไร
ถ้ามีงานที่ดีกว่าเข้ามา จะไปไหม คุณตั้งใจกับงานนี้แค่ไหน และตอบตรงไหม “ก็ต้องดูข้อเสนอก่อนครับ” โดยไม่พูดถึงงานนี้เลย บอกว่าเลือกสมัครที่นี่เพราะอะไร และอยากเติบโตในงานนี้อย่างไร
ถ้าไม่เห็นด้วยกับหัวหน้าจะทำอย่างไร วิธีแสดงความเห็นต่างและการทำงานต่อหลังตัดสินใจแล้ว “ก็ทำตามไปครับ” หรือ “ผมจะเถียงจนกว่าจะชนะ” ขอคุยพร้อมข้อมูล เสนอทางเลือก ถ้าหัวหน้าตัดสินใจแล้วก็ทำเต็มที่

ตัวอย่างคำตอบสำหรับคำถาม “เคยตัดสินใจพลาดไหม แล้วทำอย่างไร” ที่เล่าจบในไม่ถึง 1 นาที

“ตอนทำงานปีแรก ดิฉันรับปากลูกค้าว่าจะส่งงานภายใน 3 วัน โดยไม่ได้เช็กคิวงานของทีมก่อนค่ะ สุดท้ายต้องขอเลื่อน 2 วัน ดิฉันโทรแจ้งลูกค้าเองพร้อมบอกวันส่งใหม่ที่แน่นอน แล้วส่งได้ตามนั้น หลังจากนั้นดิฉันเช็กคิวงานกับทีมทุกครั้งก่อนให้วันส่ง และยังไม่ต้องขอเลื่อนอีกเลยค่ะ”

ฝึกคำถามอื่นต่อได้ที่ คำถามสัมภาษณ์งานพร้อมตัวอย่างคำตอบ และเตรียมตัวทั้งวันนัดด้วย เทคนิคสัมภาษณ์งาน

ทัศนคติเห็นได้ตั้งแต่เรซูเม่

นอกจากการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน คุณแสดงจุดแข็ง เป้าหมาย และกิจกรรมที่ทำไว้ในเรซูเม่ได้ ซึ่งช่วยให้ HR เห็นตัวตนของคุณก่อนวันสัมภาษณ์

หน้าแรกของ Super Resume บอกว่ามันช่วยให้คุณแสดง “จุดแข็ง · ความสามารถ” “ทัศนคติ · แรงผลักดัน” และ “Passion · งานอดิเรก” แล้วจัดหน้าเรซูเม่ให้เอง หน้าเดียวกันระบุว่า HR “อยากเห็นข้อมูลตัวตน Persona ทัศนคติ”

วิธีปรับทัศนคติในการทำงานให้ดีขึ้น

การปรับทัศนคติเริ่มจากการเปลี่ยนนิสัย ไม่ใช่การบังคับความรู้สึก สังเกตปฏิกิริยาแรกของตัวเอง เปลี่ยนประโยคแรกที่พูด ปิดงานที่รับปากไว้ให้ครบ และขอฟีดแบ็กเองอย่างตั้งใจ การกระทำเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำคือสิ่งที่คนรอบตัวสังเกตเห็นก่อน

  • สังเกตคำพูดแรกเมื่อเจอปัญหา: ถ้าคำแรกมักเป็น “ทำไมอีกแล้ว” หรือ “ใครทำ” ให้รู้ตัวไว้ก่อน
  • เปลี่ยน “ทำไม่ได้” เป็น “ทำได้ถ้า…”: เช่น “ทำได้ถ้าได้ข้อมูลยอดขายภายในวันพุธ” ประโยคนี้บอกทั้งข้อจำกัดและทางไปต่อ
  • ปิดงานที่รับปากทุกครั้ง: ความน่าเชื่อถือมักสร้างจากเรื่องนี้
  • ขอฟีดแบ็กเองเป็นระยะ: เช่น ถามหัวหน้าเดือนละครั้ง
  • แยกเรื่องที่คุมได้กับคุมไม่ได้: นโยบายบริษัทอาจเปลี่ยนไม่ได้ แต่วิธีที่คุณทำงานภายใต้นโยบายนั้นเลือกได้
  • พักให้พอ: คนที่นอนน้อยและเหนื่อยสะสมมักหงุดหงิดง่ายขึ้น ทัศนคติที่แย่ลงบางครั้งจึงเป็นสัญญาณว่าคุณต้องพัก

เช็กทัศนคติตัวเองใน 5 ข้อ

ตอบ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” จากสิ่งที่ทำจริงในสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อไหนตอบ “ไม่ใช่” ให้เริ่มปรับจากข้อนั้นก่อน

  1. เมื่อมีปัญหา ฉันดูส่วนของตัวเองก่อนมองหาคนผิด
  2. ฉันบอกปัญหากับคนที่แก้ได้ ไม่ใช่บ่นกับคนที่แก้ไม่ได้
  3. ฉันลองวิธีทำงานใหม่ก่อนตัดสินว่าไม่ดี
  4. ฉันพูดถึงเพื่อนร่วมงานลับหลังแบบที่พูดต่อหน้าได้
  5. ฉันได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่ใช้กับงานอย่างน้อย 1 เรื่อง

Career Tip จาก JOBTOPGUN

ก่อนสัมภาษณ์งาน เตรียมเรื่องจริงไว้ 3 เรื่อง คือ ครั้งที่ทำงานพลาด ครั้งที่ได้รับฟีดแบ็กแรง และครั้งที่งานล้นมือ แต่ละเรื่องเล่าให้จบใน 4 ประโยค คือ เกิดอะไรขึ้น คุณทำอะไร ผลเป็นอย่างไร และได้เรียนรู้อะไร

คำถามที่พบบ่อย

ทัศนคติ ภาษาอังกฤษคืออะไร

ทัศนคติ ภาษาอังกฤษคือ Attitude พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุคำอังกฤษ attitude ไว้ที่คำว่า “เจตคติ” และคำว่าทัศนคติก็ใช้แปลคำเดียวกันนี้

ทัศนคติกับเจตคติ เหมือนกันไหม

ใกล้กันมากและใช้แปลคำว่า Attitude ทั้งคู่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายทัศนคติว่า “แนวความคิดเห็น” และเจตคติว่า “ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” ทัศนคติจึงเน้นด้านความคิดเห็น ส่วนเจตคติเน้นด้านท่าทีและความรู้สึก

ทัศนคติเปลี่ยนได้ไหม

ปรับได้ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ เช่น ประโยคแรกที่พูดเมื่อเจอปัญหา ซึ่งเห็นผลง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนความคิดทั้งหมดในครั้งเดียว

ทัศนคติดีต้องยอมทำงานนอกเวลาไหม

ไม่จำเป็น การไม่ตอบเรื่องไม่ด่วนนอกเวลาไม่ใช่ทัศนคติไม่ดีโดยตัวมันเอง สิ่งสำคัญคือตกลงความคาดหวังกับทีมให้ชัด

สัมภาษณ์งานวัดทัศนคติได้แม่นแค่ไหน

คำถามข้อเดียวหรือแบบทดสอบชุดเดียวมักบอกได้ไม่ครบ ผู้สัมภาษณ์จึงดูจากหลายคำถามรวมกัน และบริษัทจะได้เห็นทัศนคติจริงของคุณอีกครั้งในช่วงทดลองงาน

อยากรู้ว่าจะเจอคำถามวัดทัศนคติแบบไหน ลองใช้ AI Super Resume Analysis ฟรี (เข้าสู่ระบบหรือสร้าง Super Resume ก่อน) AI จะเลือก “คำถามสัมภาษณ์ที่อาจเจอ” จากโปรไฟล์ของคุณเอง พร้อมคำอธิบายว่า “ทำไม HR ถึงถาม” และ “สิ่งที่ต้องเตรียม”

แหล่งอ้างอิง

  • พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา) คำว่า “ทัศนคติ” และ “เจตคติ” ค้นได้ที่ dictionary.orst.go.th (สืบค้น 3 พฤศจิกายน 2569)

สมัครงานกับบริษัทชั้นนำทันที สร้าง Super Resume (ใบสมัครงาน) เลย ฟรี!

คำค้นหายอดนิยม

..